วันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

เตรียมผิวก่อนและหลัง มาร์คหน้า



⊹ มาร์คหน้าให้ผิวนุ่ ม ( นิ่ ม )  ! ⊹

(หนึ่ง.) ควรจะทำความสะอาดผิดหน้าให้สะอาดหมดจดด้วยคลีนเซอร์ที่เหมาะกับผิวหรือน้ำเปล่าที่สะอาด 

(สอง.) ใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่นๆมาวางบนใบหน้า ความร้อนจากผ้าขนหนูจะช่วยให้ส่วนผสมของมาร์คซึมซับสู่ผิวได้ดียิ่งขึ้น

(สาม.) คราวนี้ทำการมาร์คหน้าคุณได้เลย! ....ตามสูตรตามสไตล์... ตามใจคุณผู้หญิงทั้งหลาย ตามชอบใจโดยเว้นรอบดวงตาและริมฝีปาก แล้วทิ้งไว้ 5- 10 นาที

(สี่.) เมื่อครบกำหนดเวลาแล้วก็ใช้สำลีชุบน้ำอุ่นเช็ดทำความสะอาดให้ทั่ว

(ห้า.) จากนั้นล้างหน้าด้วยน้ำเย็นอีกครั้ง (เย็นพอเหมาะนะคะ ไม่ต้องถึงขนาดเอาน้ำแข็งมาละลายน้ำ) มันจะช่วยกระชับรูขุมขนและทำให้ผิวสดชื่นขึ้น ;D

(หก.) เช็ดด้วยผ้าแห้งนุ่มๆแบบวิธีซับเอานะ อย่าเช็ดผากๆเหมือนเช็ดตัวไม่ดี

(เจ็ด.) ที่นี้ก็ตามด้วยครีมบำรุงผิวที่คุณมีค่ะ

- - - - -แนะนำใช้ มาร์คลดสิว AcnixMask- - - - - -
...อ้างอิง http://sz4m.com/b2225743

การดูแลผิวไม่ใช่เรื่องยากหากเรารู้วิธี และหวังว่าเคล็ดลับหน้าใสไร้สิวนี้ คงจะเป็นประโยชน์สำหรับเพื่อนๆบ้างนะคะชอบบทความนี้ กด Like หน้า FanPage ให้ด้วยนะจ๊ะ Thank U.

วิธีดูแลผิวให้พ้นสิว

ใครบ้างไม่อยากเป็นผู้หญิงหน้าใส ผู้ชายหน้าหล่อ การที่ใบหน้าของเรามีสิวเข้ามาเกี่ยวข้องถึงกับทำให้บางคนหมดความมั่นใจไปเลยก็มี เคล็ดลับหน้าใสไร้สิวของเราในวันนี้ จะมาแนะนำให้เพื่อนๆดูแลผิวหน้าให้พ้นสิวอย่างถูกวิธีกัน
ที่มา:วิธีการรักษาสิว

วิธีดูแลผิวให้พ้นสิว
     ประเภทของผิวที่ก่อให้เกิดปัญหาสิวได้ง่ายก็คือ ผิวมัน และผิวผสม เพื่อนๆต้องตรวจสอบผิวหน้าของแต่ละคนเสียก่อนว่า มีผิวแบบไหน เพื่อการดูแลที่ถูกต้องยังไงล่ะ
     1. ผิวมัน หากใครมีผิวที่จัดอยู่ในประเภทผิวมันยิ่งต้องการการดูแลเป็นพิเศษ ผิวมันเกิดจากต่อมไขมันทำงานมากเกินปกติ ที่สำคัญคนผิวมันมักมีรูขุมขนที่กว้าง จึงง่ายที่จะเกิดการอุดตันของสิ่งสกปรก ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดสิว การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับผิวมันควรจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถควบคุมความมันได้ โดยเน้นคำว่า oil free หรือผลิตภัณฑ์ที่มาจากธรรมชาติ เช่น ครีมล้างหน้ามะขาม สบู่ขิง เป็นต้น
     2. ผิวผสม คนที่มีผิวที่จัดอยู่ในประเภทผิวผสม จะดูเหมือนคนเรื่องมากกว่าคนอื่น เพราะในหนึ่งใบหน้าจะมีประเภทผิวอยู่สองประเภทคือ ผิวบริเวณทีโซนจะมัน (บริเวณหน้าผาก จมูกและคาง) แต่ผิวบริเวณแก้มทั้งสองข้างจะแห้ง ซึ่งลักษณะผิวหน้าแบบนี้ หากใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมาะกับผิว จะทำให้บริเวณหน้าผาก และจมูก เกิดสิวได้ง่ายมาก ผู้ที่มีลักษณะของผิวผสมนี้ ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับผิวผสมโดยเฉพาะ แต่หากจะให้ดีควรเลือกและใช้ผลิตภัณฑ์เฉพาะจุดดีกว่า เช่น บริเวณทีโซน ก็ควรใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับผิวมัน และสำหรับบริเวณแก้มทั้งสองข้าง ก็ควรใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับผิวแห้ง แบบนี้จะดีกว่า

.............. แนะนำ มาร์คลดสิว Acnix Mask ...............
     การดูแลผิวไม่ใช่เรื่องยากหากเรารู้วิธี และหวังว่าเคล็ดลับหน้าใสไร้สิวนี้ คงจะเป็นประโยชน์สำหรับเพื่อนๆบ้างนะคะชอบบทความนี้ กด Like หน้า FanPage ให้ด้วยนะจ๊ะ Thank U.

วันพฤหัสบดีที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

เคล็ดลับการบำรุงผิวด้วยแอปเปิ้ล

ผักและผลไม้มีสารอาหาร เกลือแร่และวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกายของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งแอปเปิ้ลชาวตะวันตกมีความเชื่อว่า แอปเปิ้ลเป็นผลไม้อายุวัฒนะ ถ้าหากว่าเรารับประทานวันละ 1 ผลจะทำให้คุณมีสุขภาพดีไม่ต้องไปหาหมอรักษาโรคและสำหรับผู้หญิงเราถ้าทานแอปเปิ้ลเป็นประจำจะช่วยบำรุงผิวให้สวย ขาวกระจ่างใสอย่างเป็นธรรมชาติ นอกจากการรับประทานแอปเปิ้ลเพื่ออายุยืนยาวแล้ว เรายังมีเคล็ดลับการบำรุงผิวด้วยผลแอปเปิ้ลมาฝากเหล่าสมาชิกทุกท่านดังนี้นะคะ
ที่มา:KAPOOK


1.เคล็ดลับการบำรุงผิวที่หม่นหมอง ถ้าหากว่าคุณอยากทำให้ผิวที่ดูอ่อนโรยกลับมาดูสดชื่นขึ้นอย่างรวดเร็ว คุณลองนวดใบหน้าและลำคอด้วยเนื้อแอปเปิ้ลสดที่บดละเอียดแล้วสิคะ


2.เคล็ดลับการบำรุงผิวหน้าที่อ่อนล้า คุณควรพอกหน้าด้วยแอปเปิ้ลอบหรือต้มบดละเอียดผสมกับน้ำมันมะกอกและน้ำผึ้งหนึ่งช้อนชาเพื่อทำให้ผิวยึดหยุ่นและชะลอกระบวนการร่วงโรยของผิวหน้า


3.สำหรับบำรุงผิวแบบธรรมดา เพียงแค่คุณปอกเปลือกแอปเปิ้ลแล้วนำไปบดให้ละเอียด และผสมกับครีมเปรี้ยว น้ำมันมะกอก (หรือหากไม่มีสามารถใช้น้ำมันข้าวโพดหรือน้ำมันเมล็ดทานตะวันแทนได้)เพียง 1ช้อนชา และแป้งข้าวโพด 1 ช้อนชา แล้วทาลงบนใบหน้าและทิ้งไว้ 20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น


4.สูตรความงามจากแอปเปิ้ลเพื่อฟื้นบำรุงผิวมือที่หยาบกร้าน เราใช้แอปเปิ้ลสดปอกเปลือกแล้วนำมานวดที่มือลงสักประมาณ 2-3 นาที จากนั้น ล้างมือและทาครีมให้ความชุ่มชิ้นแก่ผิว


5.สูตรความงามจากแอปเปิ้ลเพื่อฟื้นบำรุงผิวส้นเท้าแตก คุณทำได้ง่ายๆเพียงหั่นแอปเปิ้ลเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า ต้มในนมจนเป็นส่วนผสมข้นๆ แล้วทาส่วนผสมลงบนส้นเท้าแล้วปิดทับด้วยทิชชูทิ้งไว้ 30นาที ก่อนล้างออก ส้นเท้าจะนุ่มและชุ่มชื้นมากขึ้น



   ถ้าหากว่าคุณอยากมีสุขภาพร่างกายและผิวที่สวยกระจ่างใสก็ควรจะลองหาแอปเปิ้ลมาลองทำตามเคล็ดลับที่เราได้นำมาฝากกันนะคะ รวมถึงการรับประทานผักและผลไม้เป็นประจำ ออกกำลังอาทิตย์ละ 3 วัน นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอและไม่เครียดกับชีวิตนะคะ เราเชื่อว่าคุณจะมีสุขภาพดีและสวยสมวัยตลอดไปนะคะ

ชอบบทความนี้ กด Like หน้า FanPage ให้ด้วยนะจ๊ะ Thank U.

วันพุธที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ผิวแพ้ง่ายมาทางนี้ พก 8 วิธีไว้ชนะด่วน

อยากจะชนะกับเขาบ้าง แต่กับเครื่องสำอางหน้าตาดีๆ น่าใช้ กลับแพ้หมดท่าทุกที เป็นบ่อยๆ อย่างนี้ เคนลองสังเกตไหมว่าเกิดจากอะไร และทำยังไง ผิวเราจึงจะแข็งแรงขึ้นได้บ้าง

ผลิตเครื่องสำอางทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นสูตรเคมีแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ หรือจะเป็นสูตรธรรมชาติแบบเต็มร้อย ก็สามารถทำให้ผิวคนเราแพ้ได้ทั้งนั้น เพราะผิวเราแต่ละคน มีปฏิกิริยาต่อสารแต่ละตัวไม่เหมือนกัน และสามารถแพ้ได้แม้สิ่งที่อ่อนโยนที่สุด ยิ่งคนที่ผิวแพ้ง่ายด้วยแล้ว ยิ่งต้องระวังมากเป็นพิเศษ เพราะไม่เพียงจะเสี่ยงมากกว่าเท่านั้น แต่หากภูมิต้านทางร่างกายอ่อนแอ ผิวก็ยิ่งทวีความแพ้เข้าไปมาขึ้นด้วย
ทำไม ถึงเอาแต่แพ้
การแพ้เครื่องสำอางมีสองรูปแบบใหญ่ๆ นั่นคือการแพ้สารเฉพาะแบบทั่วไป ที่สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกคนจนทำให้เกิดการระคายเคือง และคนที่มีอาการแพ้ต่อเครื่องสำอางเนื่องจากธรรมชาติของร่างกายมีภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรง
แพ้จนระคายเคือง เป็นอาการที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน โดยเฉพาะคนที่มีผิวปกติ แต่ใช้เครื่องสำอางที่ไม่มีคุณภาพ มีสารอันตรายสูง หรือมีความเป็นกรดสูง เป็นต้น จนทำให้ผิวระคายเคือง เกิดการคัน เกิดผื่นแดง จนบานปลายเป็นสิวฝ้าหรือแพ้รุนแรงได้ ทางที่ดีควรเลือกเครื่องสำอางที่ผลิตได้มาตรฐานและระมัดระวังผิวที่บอบบางอย่างผิวรอบดวงตา เป็นต้น
แพ้เพราะผิวแพ้ เป็นกลุ่มผิวแพ้ง่ายที่แพ้ได้กับผิวทุกส่วนในร่างกาย และยังเกิดอาการได้ภายในไม่กี่นาทีหลังใช้ เนื่องจากผิวจะมีปฏิกิริยาต่อสารที่สัมผัสไว จนทำให้เกิดการคัน เกิดรอยแดง บวม หลุดลอก ไปจนถึงเกิดสิวอักเสบ และในบางราย ยังสามารถแพ้เครื่องสำอางตัวเดิมได้หากใช้ต่อเนื่องเป็นปี
พกเคล็ดสู้ ให้ผิวชนะ
เพื่อให้ผิวเลี่ยงการแพ้ในทุกรูปแบบ พกเคล็ดเหล่านี้ไว้ทุกครั้งที่ซื่อเครื่องสำอางชิ้นใหม่ จะได้ปลอดภัยไว้ก่อน
1 - หมั่นสังเกตว่าเรามักแพ้สารเคมีชนิดไหน หรือสารธรรมชาติตัวใด อย่าลืมว่าผิวที่แพ้ง่ายนั้นไวมากกับสิ่งเร้า และสามารถแพ้กับสิ่งที่ไม่น่าเชื่อที่สุดได้ เพื่อที่เราจะได้อ่านฉลากสำรวจส่วนผสมก่อนซื้อ
2 - เพื่อความแน่ใจ สิ่งที่ผิวมักแพ้บ่อยๆ คือน้ำหอม สารกันเสีย กรด AHA ต่างๆ และ แอลกอฮอล์ หากเครื่องสำอางมีสารเหล่านี้อยู่ ก็ควรเลี่ยงไว้ก่อน
3 - ทดสอบก่อนซื้อทุกครั้ง โดยนำมาแต้มในจุดที่ผิวบางเช่นข้อพับแขน รอดูผลสักชั่วโมงก่อนตัดสินใจซื้อ หรือหากเป็นไปได้ ก็ควรรอดูผลภายใน 1 วัน ซึ่งหากเครื่องสำอางชิ้นนั้นๆ มีขนาดทดลองให้นำไปใช้ก่อน ก็ยิ่งเป็นการดี
4 - เลี่ยงสารเคมีไว้ก่อนเป็นการดี แม้ผิวแพ้ง่ายจะแพ้ได้แม้แต่สารธรรมชาติ แต่การเลือกเครื่องสำอางที่กลมกลืนกับกลไกของร่างกาย ก็น่าจะมีความปลอดภัยและเสี่ยงกับผิวน้อยกว่า
5 - ครีมที่ใช้ประจำก็แพ้ได้ หากเราล้างออกไม่สะอาด เช่น ครีมที่เข้มข้นและเกาะผิวมากๆ อย่างครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงๆ เพราะฉะนั้นควรให้ความสำคัญกับการล้างหน้าด้วย
6 - เลือกชิ้นที่อ่อนโยน เครื่องสำอางที่มีคำว่า Hypoallergenic, Dermatological Test, Chemical Free, Paraben Free หรืออะไรก็ตามทีที่ เน้นว่ามีความปลอดภัยในการผลิต น่าจะเป็นอีกทางเลือกที่สร้างความมั่นใจได้ระดับหนึ่ง แต่ทั้งนี้ ก็ควรทดสอบก่อนซื้อไม่ต่างกัน
7 - เรียบง่ายเข้าไว้ เครื่องสำอางสมันนี้มีมากมาย แถมยังยั่วใจด้วยชื่อสารเข้าใจยากแต่บอกเราว่าให้ผลฉับไว หากไม่แน่ใจว่าความฉับไวนี้หมายถึงการทำงานที่รุนแรงกับผิวด้วยหรือไม่ ก็ควรเลือกชิ้นที่มีส่วนผสมเรียบง่ายแต่ได้มาตรฐานเข้าไว้ เพราะพื้นฐานของเครื่องสำอางแต่ละชนิดไม่ต่างกัน อยู่ที่ส่วนผสมเล็กๆ น้อยๆ ที่เพิ่มประสิทธิภาพเท่านั้น
8 - สารสกัดที่แพทย์แนะนำ สำหรับการเลือกเครื่องสำอางสูตรสำหรับผิวแพ้ง่าย มักมีสารธรรมชาติเหล่านี้คือ Chamomile, Licorice และ Aloe Vera ที่พบว่าต้านการแพ้, ต้านการอักเสบ และต้านการระคายเคืองได้

ชอบบทความนี้ กด Like หน้า FanPage ให้ด้วยนะจ๊ะ Thank U.

วันจันทร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ครีมหน้าใส ที่ดี!! ต้องดูอย่างไร ถึงจะปลอดภัย ไม่โดนหลอก

ตามทฤษฏีครีมหน้าใสที่ดี สังเกตง่ายๆก็คือต้องไม่มีส่วนผสมของสารต้องห้ามของอย.ไทย ซึ่งสารต้องห้ามที่ว่าเราก็น่าจะรู้จักกันดี นั่นก็คือ สารปรอท ที่สาวๆทุกคนกลัวกันนั่นเอง แต่ก่อนจะลงรายละเอียดเรื่องของสารปรอท ครีมหน้าใสที่ดีก็ต้องผ่านการรับรองจาก อย.ไทย ผู้ขายครีมหลายเจ้ามักจะมีประโยคยอดฮิตที่ว่า “ผ่าน อย.อเมริกา” นั่นก็แสดงว่าเริ่มสิ่งที่น่าสงสัยแล้ว ถ้าคิดจะใช้เพื่อนๆก็ต้องยอมรับความเสี่ยงกันนิดหนึ่ง
ที่มา:shinemybody

ครีมหน้าใส
สารปรอท คืออะไร ทำไมต้องกลัว
พูดให้เข้าใจง่ายๆกระชับก็คือ สารปรอทเป็นสารต้องห้ามจาก อย.ไทย โดยผู้ผลิตครีมหน้าใสมักจะผสมเจ้าสารตัวนี้ลงไปในครีมด้วย สารปรอทออกฤทธิ์ในการยับยั้งเม็ดสีผิว ทำให้ผิวดูขาวขึ้นได้ภายในไม่กี่วัน และช่วยเร่งการผลัดเซลล์ผิวทำให้ผิวที่ลอก หยาบกร้าน หลุดลอกได้เร็ว จนดูเหมือนหน้าใส เนียนนุ่มขึ้น สรุปง่ายๆคือจะเห็นผลได้ชัดว่าหน้าขาว กระจ่างใส ภายในอาทิตย์เดียวเท่านั้น
ที่กล่าวมาข้างต้นคือคุณสมบัติของสารปรอท แต่ยังไงขึ้นชื่อว่าเป็นสารต้องห้าม ก็แสดงว่าต้องมีอะไรไม่ดี ซึ่งสิ่งนั้นก็คือผลข้าเคียงของมันนั่นเอง สารปรอทเป็นสารโลหะหนักที่มีพิษ สามารถสะสมอยู่ในร่างกายแม้ได้รับในปริมาณที่น้อย ส่งผลให้ผิวหนังไวต่อแดดมาก เกิดผื่นแดง เกิดฝ้า หรือในบางรายที่แพ้จะทำให้ผิวหน้าคล้ำไหม้ และอาจส่งผลหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ นอกจากนี้ยังมีผลเสียต่อตับ ไต ยิ่งหากได้รับสารปรอทในปริมาณสูงจะเกิดการทำลายระบบประสาท การทำงานของสมอง ส่วนที่ร้ายที่สุดคือสามารถส่งต่อสารนี้ในสตรีที่กำลังตั้งครรภ์ไปยังทารกได้อีกด้วย
ทีนี้เพื่อนๆก็คงจะทราบกันแล้ว ว่าทำไมถึงได้ชื่อว่าสารต้องห้าม ซึ่งผู้ผลิตครีมหน้าใสก็มักจะนำสารปรอทตัวนี้ผสมลงไปอยู่เสมอ เพราะในระยะสั้นจะทำให้เห็นผลเร็ว โดนใจสาวๆใจร้อนทั้งหลาย ดังนั้นพอรู้แบบนี้ผู้บริโภคก็พยายามหลีกเลี่ยง แต่ทำอย่างไรได้ในเมื่อเราไม่ได้เรียนสายทางด้านการแพทย์มา การจะตรวจสอบครีมหน้าใสเหล่านี้ได้ก็เป็นเรื่องที่ลำบากหน่อย
แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่ามีสารปรอทผสมอยู่?
การหลีกเลี่ยงอย่างง่ายที่สุดคือ การใช้ครีมหน้าใสที่ได้รับ อย.ไทย ผ่านการตรวจสอบแล้ว แต่หากสาวๆคนไหนไม่อยากใช้ครีมหน้าใสที่มี อย. ก็มีวิธีทดสอบอยู่ ซึ่งเห็นว่าสามารถช่วยพิสูจน์ได้ในระดับหนึ่ง ขั้นตอนดังนี้
1.ให้นำผงซักฟอกมาผสมกับน้ำเปล่า แล้วคนให้เข้ากันจนมีลักษณะข้น คล้ายกับครีม
2.จากนั้นนำครีมหน้าใสที่ต้องการทดสอบ มาป้ายไว้บนกระดาษทิชชู หรือสำลี
3.ให้เทน้ำผงซักฟอกที่ผสมน้ำแล้วลงบนกระดาษทิชชู หรือสำลีที่ป้ายครีมนั้นไว้ แล้วรอประมาณ 5 นาที
หลังจากทำตามขั้นตอนดังกล่าวแล้ว หากพบว่าสำลีส่วนนั้นเปลี่ยนสีไปเป็นสีน้ำตาล แสดงว่าครีมหน้าใสตัวนั้นมีสารปรอทผสมอยู่
ส่วนอีกวิธีหนึ่งที่สามารถทดสอบได้เช่นกันก็คือ ให้เอาครีมหน้าใสตัวนั้นทาไว้ใต้ท้องแขน จากนั้นให้เอาพวกพลาสเตอร์ปิดครีมที่ทาไว้ และให้นำเอาพลาสเตอร์อีกอันแปะใกล้ๆอีกหนึ่งอัน รอสัก 12-24 ชม. หากเปิดพลาสเตอร์ทั้งสองออกมาเทียบกัน หากแตกต่างกันมากไปแนวๆผิดซีด ก็แสดงว่ามีสารปรอทผสมอยู่
ลักษณะของครีมหน้าใสที่ดีเป็นอย่างไร?
เอาคร่าวๆแล้วกันนะคะสำหรับเพื่อนๆที่อยากจะซื้อครีมหน้าใสมาบำรุงผิวหน้า ก็เป็นวิธีการเลือกง่ายๆที่สามารถจะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ และช่วยเพิ่มความมั่นใจคือ ให้เลือกครีมที่นอกจากจะได้รับการรับรองจากองค์กรอาหารและยา ว่าปลอดภัยสามารถใช้ได้ ให้พยายามเลือกส่วนผสมให้เหมาะตามจุดประสงค์ เช่น หากต้องการครีมหน้าใส ก็เลือกครีมที่มีส่วนผสมของวิตามิน และสารสกัดที่ทำให้ผิวหน้ากระจ่างใส ช่วยเร่งการผลัดเซลล์ผิว และคอลลาเจน เป็นต้น
ชอบบทความนี้ กด Like หน้า FanPage ให้ด้วยนะจ๊ะ Thank U.

วันอาทิตย์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

มารู้จักกับ…ธรรมชาติของสิว


ที่มา:shinemybody
เป็นเรื่องที่สุดแสนจะธรรมดาอย่างยิ่งเลยสำหรับการเกิดสิวขึ้นบนใบหน้าของมนุษย์ทุกคน ทุกเพศ และบอกได้เลยว่าทุกวัย ต่างก็มีโอกาสเกิดสิวที่เป็นตัวการสำคัญในการรบกวนผิวหน้าของเราได้หมดแหละ ดังนั้นการเกิดสิวจึงเป็นเรื่องธรรมชาติที่เราต้องหันมาพยายามทำความเข้าใจ เพื่อที่จะสามารถอยู่ร่วมกับสิวที่เกิดขึ้นมาได้อย่างเป็นสุข
จากคำกล่าวข้างต้นหมายความว่า เวลาสิวขึ้นก็ไม่เดือดเนื้อร้อนใจ ไม่ต้องกระวนกระวายใจ หรือตีโพยตีพายรีบวิ่งเข้าโรงพยาบาล หรือคลินิคเสริมความงามที่โฆษณากันอย่างดุเดือดในตอนนี้  หรือแม้แต่การพยายามที่จะค้นหาหาสาเหตุการเกิดสิวมากจนเกินไป เพราะหากว่าพยายามหาสาเหตุแล้วแต่ไม่เจอ คือเราไม่ได้มีพฤติกรรมเสี่ยงที่เพิ่มโอกาสการเกิดสิว อย่างการออกนอกบ้านเผชิญกับแสงแดดจัด หรือสถานที่ที่เต็มไปด้วยควัน และฝุ่นละออง แต่อย่างไรสิวก็ต้องได้รับการดูแลรักษาเพื่อไม่ให้เกิดการลุกลามที่มากขึ้น
ทีนี้เราก็มาดูกันดีกว่าว่าธรรมชาติของสิว 5 ประการ ที่เราควรเข้าใจ และทำใจมีอะไรบ้าง เวลาเป็นสิวจะได้มีสติค่อยๆทำการรักษา และที่สำคัญคือห้ามปล่อยสิวทิ้งไว้เด็ดขาดถ้าอยากให้หน้าใสไร้สิว
  1. ในบางครั้งแม้เราจะพยายามดูแลรักษาผิวหน้าแค่ไหน แม้จะไม่ให้สัมผัสกับฝุ่นละอองแม้แต่น้อย ก็ยังสามารถเป็นสิวได้อยู่ดี เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนตามธรรมชาติของเรา
  2. โดยมากแล้วสิวมักจะเกิดจากการที่สิ่งสกปรกที่เข้าไปอุดตันในรูขุมขนใต้ผิวหนัง จากนั้นเกิดเป็นสิวอุดตัน รอเชื้อโรค หรือแบคทีเรียต่างๆเข้าไปผสมเพื่อให้กลายเป็นสิวอักเสบ
  3. การที่เราปล่อยให้สิวขึ้น และหวังให้หายไปตามกาลเวลาโดยธรรมชาตินั้น นับว่าเป็นความคิดที่ไม่ค่อยถูกต้องสักเท่าไหร่ เพราะคนส่วนมากที่ทำเช่นนี้สังเกตได้เลยว่ามักจะมีผิวหน้าราวกับหลุมบนดวงจันทร์ เนื่องจากการที่ผิวหน้าไม่ได้รับการรักษา ทำให้สิวอักเสบที่เกิดขึ้นสร้างรอยแผลเป็นให้กับใบหน้า น้อยคนนักที่จะโชคดีสิวหายไปเองตามธรรมชาติ
  4. บางทีการใช้ครีมรักษาสิวก็เป็นเรื่องที่จำเป็นเหมือนกัน ไม่แพ้การที่เราพยายามหลีกหนีสาเหตุการเกิดสิวด้วยวิธีธรรมชาติ เพราะในครีมรักษาสิวมักจะมีสารสกัดเพื่อการบำรุงผิวหน้า ที่ช่วยให้หน้าใสไกลจากสิวได้
  5. สุดท้ายคือไม่ว่าใครก็ต้องเคยเป็นสิวด้วยกันทั้งนั้น เพราะหน้าใสๆก็ต้องมีมารผจญกันบ้างเป็นเรื่องธรรมดา
ชอบบทความนี้ กด Like หน้า FanPage ให้ด้วยนะจ๊ะ Thank U.

วันพฤหัสบดีที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

9 วิธีง่ายๆ ดูแลตัวเองให้หน้าเด็ก ผิวพรรณสดใส


ที่มา:http://library.stou.ac.th/
1. พักผ่อนให้เพียงพอ
สังเกตไหมว่าหากช่วงไหนที่คุณนอนหลับพักผ่อนเพียงพอ ช่วงนั้นผิวของคุณจะดูเปล่งปลั่งสดใสเป็นพิเศษ แถมรอยคล้ำใต้ตายังดูจางลงอีกด้วย ทั้งนี้เป็นเพราะช่วงเวลานอนเป็นช่วงที่ร่างกายทำงานน้อยที่สุด และเป็นเวลาที่ร่างการผลิตเซลล์ผิวใหม่นั่นเอง จึงเป็นการพักผ่อนฟื้นฟูสภาพผิวของคุณไปในตัว ดังนั้นคุณจึงควรนอนหลับให้สนิทโดยปราศจากสิ่งรบกวนใด ๆ อย่างน้อยวันละ 8 ชั่วโมงนะคะ ถ้าอยากผิวสวยหน้าเด็ก สาวๆคงต้องเล่นเกม Hay Day / Diamond Dash ในช่วงกลางคืนให้น้อยลงกันนะคะ
2. น้ำเย็นช่วยคุณได้
นอกจากการล้างหน้าด้วยน้ำเย็น ๆ ในตอนเช้าจะช่วยให้คุณรู้สึกสดชื่นพร้อมรับ
วันใหม่มากขึ้นแล้ว การล้างหน้าด้วยน้ำเย็นยังช่วยลดความบวมของหน้าในช่วงเพิ่ง
ตื่นนอนได้อีกด้วย เพราะฉะนั้นควรล้างหน้าด้วยน้ำสะอาดเย็น ๆ ทุกเช้าก่อนออกจากบ้านทุกวันนะคะ สังเกตุง่ายๆสาวๆเกาหลี ญี่ปุ่น มักจะผิวขาวใส ส่วนนึงก็มาจากการล้างหน้าด้วยน้ำเย็นในทุกเช้านั้นเอง
3. หมั่นดูแลผิวเป็นประจำ
หากผิวพรรณของคุณดูเปล่งปลั่งสดใสอยู่เสมอ คุณก็จะสวยเด่น และเด็กกว่าอายุจริงได้อีกหลายปี โดยไม่ต้องพึ่งการแต่งหน้าอะไรเลย ทั้งนี้ เพื่อให้ผิวของคุณดูสวยใสอยู่ตลอดเวลา คุณควรดูแลตัวเองด้วยการขัดผิวเป็นประจำ อย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง และในส่วนของการดูแลบริเวณผิวหน้าแต่ละครั้งนั้น คุณควรทำความสะอาดใบหน้าด้วยคลีนเซอร์ ก่อนจะนวดเบา ๆ ด้วยมอยส์เจอร์ไรเซอร์เพื่อให้ผิวดูสดชื่นอยู่เสมอ
ที่สำคัญ ครีมทาผิวหน้าและผิวกาย ควรเลือกให้เหมาะกับสภาพผิวของตนเอง ส่วนสครับผิวกายควรเลือกที่เม็ดสครับละเอียดจะได้ไม่บาดผิว ไม่จำเป็นต้องเป็นสครับราคาแพง หรือครีมราคาแพง เพราะเคล็ดลับหลักมันอยู่ที่ “ความสม่ำเสมอ” ในการดูแลตัวเอง
4. ดื่มน้ำให้มาก ๆ
การดื่มน้ำนั้นมีประโยชน์มากมายหลายอย่าง เพราะนอกจากจะช่วยให้สาวๆมีผิวที่ดูสดใสขึ้นแล้ว ยังดีต่อสุขภาพเพราะเป็นการช่วยล้างพิษในร่างกายอีกด้วย สาว ๆ ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 9 แก้ว ในขณะที่หนุ่ม ๆ ควรดื่มวันละ 13 แก้ว ทุกวัน เพื่อสุขภาพที่ดีของตัวเอง แนะนำว่าอย่าลืมตั้งกระติกน้ำไว้บนโต๊ะทำงานให้เป็นนิสัยนะคะ มันจะช่วยให้คุณขยันดื่มน้ำมากขึ้น
5. ปกป้องผิวของคุณจากแสงแดด
ก่อนออกจากบ้านควรทาครีมกันแดดทุกครั้งไม่ว่าจะไปที่ไหน เพราะแสงแดดแรง ๆ นั้นส่งผลเสียกับผิวของคุณมากกว่าที่คิด เนื่องจากแดดแรง ๆ ที่สาดเข้ากระทบกับผิว จะทำให้ผิวคล้ำเสียไม่สม่ำเสมอ แถมยังทำให้ผิวดูแก่ก่อนวัยอีกด้วย เพราะฉะนั้น
ควรทาครีมกันแดดเวลาออกจากบ้าน ยิ่งไปกว่านั้น หากวันไหนที่แดดแรงจัด ก็ควรสวมหมวกหรือถือร่ม และสวมแว่นกันแดดป้องกันอีกชั้นด้วย
6. แต่งคิ้วให้สวยเด่น
คิ้วของคุณมีผลกับรูปหน้ามาก ฉะนั้นถ้าอยากให้ใบหน้าดูโดดเด่นขึ้น ก็ควรจัดแต่งทรงคิ้วให้เข้ากับรูปหน้าของคุณ อย่างไรก็ตาม นอกจากรูปทรงของคิ้วแล้ว สีของคิ้วนั้นก็สำคัญเช่นกัน ดังนั้นควรย้อม หรือปัดสีคิ้วด้วยดินสอเขียนคิ้วให้เข้ากับสีผมของคุณ แล้วสาวๆจะพบว่าไม่จำเป็นต้องแต่งหน้าเข้ม เพียงแค่คุณมีคิ้วที่โดดเด่น ใบหน้าคุณจะดูโดดเด่นขึ้นมาทันที
7. อย่าปล่อยให้ผมยุ่งเหยิงไม่เป็นทรง
ผมที่ชี้ฟูพันกันจะทำให้คุณดูแก่และโทรมลง เพราะฉะนั้น ควรดูแลผมของตัวเองให้ดูดีอยู่เสมอ ด้วยการสระผมเป็นประจำอย่างน้อยอาทิตย์ละ 3 ครั้ง เพื่อให้ผมของคุณดูนุ่มสลวยตลอดเวลา นอกจากนี้ ก็ควรจัดแต่งทรงผมของคุณให้ดูดี ด้วยการไดร์ผมให้เป็นทรง ดัดผม ยืดผม หรือมัดผมทำเป็นทรงสวย ๆ ต่าง ๆ ตามแต่โอกาสที่เหมาะสม
8. อารมณ์ดี มองโลกแง่บวก มีอารมณ์ขัน
สังเกตสาวๆหนุ่มๆที่อารมณ์ดี มองโลกในแง่บวก และมีอารมณ์ขันมักจะดูเด็กและสดใสอยู่เสมอ นอกจากช่วยให้สุขภาพจิตดี ส่งผลให้ผิวพรรณดีแล้ว ยังเป็นเสน่ห์ต่อผู้พบเห็น เพราะใครๆก็อยากอยู่ใกล้พูดคุย คบหากับคนที่สร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะให้เราได้เสมอ
9. เลือกรับประทาน
ควรบริโภคมื้อเช้าทุกวัน เลือกอาหารไขมันต่ำ พยายามเลี่ยงอาหารมันๆ กะทิ หรือของทอด และควรทานผักผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงอย่างสม่ำเสมอ ลดการดื่มเครื่องดื่มมีคาเฟอีนให้น้อยลง งดบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
*** บำรุงผิวพรรณหน้าตาของคุณให้สวยแล้ว ก็อย่าลืมหันมาดูแลรูปร่างของตัวเองกันด้วยนะคะ สุขภาพผิวพรรณดีเป็นการส่งเสริมบุคลิกภาพที่ดี ซึ่งไม่ใช่มีผลแค่ด้านความรัก แต่มันยังส่งผลต่อเพื่อนร่วมงาน หน้าที่การงาน ส่งเสริมบุคลิกความน่าเชื่อถือ และความมั่นใจได้อย่างดี ^^

ชอบบทความนี้ กด Like หน้า FanPage ให้ด้วยนะจ๊ะ Thank U.

วันอังคารที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

เผย! สาเหตุที่ทำให้รูขุมขนกว้าง

รูขุมขนกว้างใครๆ ก็ไม่อยากมีใช่ไหมค่ะ เพราะนอกจากจะทำให้การแต่งหน้าทำได้ไม่เรียบเนียน ใช้แป้งอะไรก็ปกปิดไม่มิดแล้วรูขุมขนกว้างยังทำให้หมดความมั่นใจไปอีกโข ยิ่งอายุมากขึ้นเท่าไหร่ผิวพรรณของเราก็เริ่มที่จะล่วงโรยและไม่กระชับไปตามวัย
ที่มา:gigail

รูขุมขนกว้างก็เป็นหนึ่งในปัญหาที่ต้องพบเจอตามวัยที่มากขึ้นกันอยู่แล้ว แต่หากว่าเกิดก่อนวัยอันควรล่ะค่ะมีสาเหตุมาจากอะไรกันบ้างเอ่ย…? จะเฉยให้ฟังกันเดี๋ยวนี้และค่ะ
ปัญหาที่ 1 แน่นอนค่ะว่าเกิดจาก “วัย หรือ อายุ” ที่เพิ่มมากขึ้นนั้นเองค่ะ เกิดการการเสื่อมสภาพของเซลล์ผิวทั้งหลายที่ทำงานช้าลงไม่ซ้อมแซมส่วนต่างๆ ได้ดั่งใจเหมือนตอนยังเป็นวัยรุ่นอยู่ค่ะ หากเราไม่เตรียมรับมือกับสิ่งนี้ตั้งแต่เนิ่นๆ อาจเกิดปัญหารูขุมขนกว้างก่อนวัยอันควรค่ะ ฉะนั้นการเลือกครีมหรือผลิตภัณฑ์ในการบำรุงผิวจึงเป็นส่วนที่สำคัญมากทีเดียวค่ะ
ปัญหาที่ 2 สิ่งที่ต้องเจอทุกวันนั้นคือ “แสงแดดและมลภาวะ” นั่นเองค่ะ สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดสิวและการอุดตันของผิวเป็นสาเหตุให้รูขุมขนกว้างเนื่องจากแสงแดดเป็นตัวการทำลายคอลลาเจนและอีลาสตินที่อยู่ใต้ผิวหนังซึ่งสิ่งเหล่านี้ช่วยให้ผิวของเรายืดหยุ่นและกระชับผิวได้เป็นอย่างดี มลภาวะทำต่างๆ ทำให้เกิดสิ่งสกปรกมาอุดตันบนผิวทำให้เป็นสิวและเป็นสาเหตุทำให้รูขุมขนกว้าง หากไม่รู้จักทำความสะอาดผิวหน้าที่ถูกวิธีและการบำรุงผิวหน้าที่ถูกต้องแล้วล่ะก็ปัญหานี้มาเป็นเพื่อนคู่ผิวคุณแน่ๆ ค่ะ
ปัญหาที่ 3 กิจวัตรประจำวันที่เราต้องทำกันทุกวันค่ะ นั่นคือ “การทำความสะอาดผิวหน้า หรือ การล้างหน้า” นั่นเองค่ะ คุณรู้หรือไม่ว่าการดูแลผิวหน้าหรือการทำความสะอาดผิวที่ผิดวิธีนั้นเป็นปัญหาให้คุณเกิดรูขุมขนกว้างอย่างไม่รู้ตัว แล้วยิ่งคุณไม่ยอมล้างด้วยแล้วต่อมความมันใต้ผิวหน้าจะมีการผลิตน้ำมันที่มากเกินความจำเป็นขึ้นมาเป็นเหตุทำให้รูขุมขนจึงต้องขยายใหญ่เพื่อรองรับน้ำมันที่มากขึ้นซึ่งเป็นสาเหตุให้คุณเกิดรูขุมขนกว้าง ฉะนั้นแล้วควรล้างหน้าอย่างน้องวันละ 2 ครั้ง หากใช้เครื่องสำอางค์ทุกวันก็อย่าลืมหาผลิตภัณฑ์ที่ใช้ล้างเครื่องสำอางค์โดยเฉพาะมาทำความสะอาดเคลียร์ผิวหน้าของคุณด้วยล่ะ ควรขัดผิวหน้าบ้างอย่างอ่อนโยนเพื่อขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วไม่ให้สะสมอยู่บนผิวหน้าเพื่อไม่ให้เป็นสาเหตุของรูขุมขนกว้างด้วยนะค่ะ
สุดท้ายเลยค่ะ ปัญหาที่ 4 “พันธุกรรม” กับ “กรรมพันธุ์” หากว่าคุณพ่อหรือคุณแม่ของคุณเป็นคนที่มีรูขุมขุนกว้าง ก็มีความเป็นไปได้สูงที่คุณจะมีรูขุมขนกว้างเช่นเดียวกันกับท่าน แต่หากคุณรู้จักที่จะดูแลผิวหน้าของคุณเป็นอย่างดีปัญหานี้ก็ยังคงมีทางออกอยู่นะค่ะ ซึ่งสมัยนี้เทคโนโลยีก้าวหน้าไปมากไม่ว่าจะเป็นทางการแพทย์หรือผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ผลิตขึ้นมา เช่น ครีมบำรุง เซรั่ม เลเซอร์ ฯลฯ


ชอบบทความนี้ กด Like หน้า FanPage ให้ด้วยนะจ๊ะ Thank U.

วันอาทิตย์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

7 เคล็ดลับง่ายๆ ดูแลผิวหนังในฤดูฝน


ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

แม้การดูแลรักษาผิวหน้าในฤดูฝน จะง่ายกว่าในช่วงฤดูร้อนและฤดูหนาว แต่สาวๆ รู้หรือไม่ว่าอากาศที่ชื้นมากเกินไปในฤดูกาลที่สุดแสนจะโรแมนติกนี้ก็เป็นปัญหาใหญ่สำหรับผิวด้วยเช่นกัน วันนี้เรามี 7เคล็ดลับง่ายๆ สำหรับการดูแลรักษาผิวหน้าในช่วงฤดูฝนมาฝาก
1. อย่าตากฝน สาวๆรู้หรือไม่ว่าน้ำฝนใสๆที่หล่นมาจากฟ้า ปัจจุบันนั้นไม่สะอาดเหมือนเก่าแล้วขืนยังไม่แคร์ฝน อาจทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับผิวหน้าได้เช่นกัน ทั้งนี้เพราะในน้ำฝนมักมีฤทธิ์เป็นกรดจากมลพิษในอากาศนั่นเอง หากหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ หลังจากตากฝนแล้ว ควรรีบชำระล้างร่างกาย และล้างหน้าให้สะอาดทันที 
2. พยายามทำตัวให้แห้งอยู่เสมอ เนื่องจากอากาศชื้นในฤดูฝน ทำให้ง่ายต่อการเป็นโรคเกี่ยวกับเชื้อรา ซึ่งเป็นปัญหาต่อผิวหน้า เช่น สิวผด ดังนั้นวิธีป้องกัน พยายามหาแป้งฝุ่นมาทาอย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้ควรพกผ้าสำหรับเช็ดผิวเวลาเปียกฝนด้วย ที่สำคัญเวลามีสิว ห้ามกดหรือแกะสิวเด็ดขาด เพราะทำให้สิวแย่ลง เกิดรอยแดง รอยดำ รวมถึงแผลเป็นจากสิวได้ 
3. ล้างหน้าด้วยคลีนซิ่ง รู้ไว้เถอะว่าในช่วงหน้าฝนนั้น ผิวหน้าของเรารับบทหนักทั้งอากาศร้อนผสมความชื่นถึงสองเท่า และนั่นก็เป็นสาเหตุทำให้เหงื่อ และไขมันสะสมอยู่มากกว่าปกติ ดังนั้นจึงควรล้างหน้าด้วยผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่มีประสิทธิภาพในการทำความสะอาดอย่างล้ำลึกเป็นดีที่สุด เริ่มต้นจาก การทำความสะอาดผิวหน้า โดยล้างหน้าเป็นประจำวันละ 2ครั้ง เพื่อชำระล้างสิ่งสกปรกและน้ำมันส่วนเกิน โดยหลีกเลี่ยงการขัดหรือถูหน้าเด็ดขาด 
4. โทนเนอร์อ่อนโยนต่อผิวหน้า หลังจากล้างผิวหน้าด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพในการทำความสะอาดอย่างล้ำลึกแล้ว กูรูความงามแนะนำให้ทำความสะอาดผิวหน้าด้วยโทนเนอร์อีกครั้ง เพื่อขจัดสิ่งที่ตกค้างอันเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดสิวอุดตัน พร้อมกับช่วยกระชับรูขุมขน และเป็นการปรับผิวหน้าก่อนการบำรุงขั้นตอนต่อไป 
5.สำลีแผ่นดีที่สุด นอกจากจะต้องรู้จักใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อความงามแล้ว การเลือกใช้สำลีก็สำคัญเช่นกัน บันทึกไว้เลยว่าสำลีชนิดแผ่นสามารถทำความสะอาดได้เข้าถึงทุกซอกทุกมุมของใบหน้าได้ดีกว่าชนิดก้อน แถมไม่จำเป็นต้องเช็ดใบหน้าหลายครั้ง ซึ่งเป็นการรบกวนผิวหน้าอีกต่างหาก ส่วนวิธีการเช็ดให้เช็ดใบหน้าทีละข้าง เพื่อจะได้เป็นการเตือนให้ทราบว่าได้เช็ดหน้าได้ทั่วถึงจริงๆ 
6. ครีมกันแดดสำคัญทุกฤดูกาล เชื่อเถอะขึ้นชื่อว่าแสงแดดจะฤดูกาลไหนก็เป็นศัตรูต่อผิวสวยๆเสมอ ทางที่ดีถ้าไม่อยากให้ผิวเสียหมองคล้ำเหี่ยวย่นก่อนวัย ควรสร้างเกราะคุ้มกันผิวด้วยการเลือกทาครีมกันแดด เพราะการใช้ครีมกันแดด จะช่วยปกป้องใบหน้าจากการถูกทำร้าย จากรังสี UVA และ UVB อันเป็นสาเหตุหนึ่งในการเกิดสิวนั่นเอง 
7. ฉลาดเลือกรับประทาน รู้หรือไม่ว่าผัก ผลไม้ และธัญพืช ที่ให้วิตามินหลากหลายจะช่วยให้ผิวพรรณมีน้ำมีนวล สดใส เปล่งปลั่งอยู่เสมอ และการดื่มน้ำวันละ 8-10แก้ว ก็ช่วยคืนความชุ่มชื่นให้แก่ผิว พร้อมปรับสมดุลของร่างกาย รวมไปถึงพักผ่อนให้เพียงพอ เหนืออื่นใดการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอก็จะเป็นการดูแลผิวได้ดี เรียกว่าสวยจากภายในสู่ภายนอกนั่นเอง

ชอบบทความนี้ กด Like หน้า FanPage ให้ด้วยนะจ๊ะ Thank U.

วันพุธที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

6 เคล็ดลับดูแลผิวบอบบางแพ้ง่ายอย่างถูกวิธี


ที่มา:กระปุกดอทคอม

          สำหรับสาวคนไหนที่มีผิวบอบบางแพ้ง่าย ก็คงต้องพิถีพิถันในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ รวมไปถึงต้องดูแลผิวใส ๆ ให้ดี ไม่เช่นนั้นอาจเกิดดราม่ากับชีวิต อย่างเช่น เกิดผื่นคันจากการแพ้ หรือหน้าพังหมดสวยกันได้ง่าย ๆ และกระปุกดอทคอมก็เข้าใจปัญหาน่าปวดใจของสาวผิวบอบบางดี เราจึงนำเคล็ดลับดูแลผิวบอบบางแพ้ง่ายอย่างถูกวิธีมากฝาก ถ้าทำตามนี้รับรองได้เลยว่าผิวจะใสปิ๊ง หมดกังวลเรื่องผื่นแพ้และปัญหาผิวต่าง ๆ เลยล่ะค่ะ

     1. ไม่ควรใช้สบู่ล้างหน้า

          ส่วนมากสบู่จะมีสารอัลคาไลน์ (alkaline) ซึ่งสามารถทำลายค่า pH ในผิวเรา ทำให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้น จนแห้งและบอบบางมากยิ่งขึ้น ทางที่ดีจึงควรใช้โฟมล้างหน้าออยล์ฟรีสูตรอ่อนโยน เพื่อป้องกันผิวหน้าแห้งแตกขาดความชุ่มชื้น นอกจากนี้ก็ไม่ควรใช้น้ำเย็นจัด หรือน้ำร้อนล้างด้วย ให้ใช้น้ำที่อุณหภูมิห้องล้างหน้าจะเหมาะที่สุดค่ะ

     2. ปกป้องผิวจากแสงแดด

          ผิวบอบบางมีโอกาสที่จะถูกแสงแดดและมลภาวะทำลายได้ง่าย ดังนั้นเราก็ควรปกป้องผิวเบื้องต้นด้วยการทาครีมกันแดดสูตรออยล์ฟรีทุกครั้ง หรือถ้าเป็นไปได้ก็ควรหลีกเลี่ยงแสงแดดจัด ๆ ด้วย นอกจากนี้การรับประทานอาหารอย่างถูกวิธีก็จะช่วยได้มาก โดยคนที่มีผิวบอบบางไม่ควรจะรับประทานอาหารรสจัด หรืออาหารที่มีรสหวานจนเกินไป อีกทั้งควรพิถีพิถันกับการเลือกใช้เครื่องสำอางด้วย อย่าใช้เครื่องสำอางที่ดูอันตรายและไม่ปลอดภัยเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นอาจเกิดอาการแพ้ได้ง่าย ๆ เลยนะจ๊ะ

     3. บำรุงความชุ่มชื้นอย่างเหมาะสม
          ผิวบอบบางจะมีปัญหาผิวขาดความชุ่มชื้นพอ ๆ กับคนที่มีผิวแห้ง ดังนั้นเราก็ควรจะหมั่นบำรุงรักษาความชุ่มชื้นให้ผิวอย่างถูกวิธี รวมไปถึงควรจะเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมด้วย เช่น มอยส์เจอไรเซอร์สูตรอ่อนโยน ยิ่งถ้าเป็นผลิตภัณฑ์ที่มาจากธรรมชาติก็จะยิ่งดี เพราะจะช่วยลดความเสี่ยงจากการแพ้สารเคมีได้เยอะ หรือครีมที่มีกรดกรดซาลิไซลิค (salicylic) อย่างเหมาะสมก็จะสามารถช่วยรักษาความชุ่มชื้นให้ผิวเราได้อีกทางหนึ่ง



     4. นอนหลับให้เพียงพอ

          รู้ไหมคะว่าการอดนอนไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายของเราเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีผลเสียต่อผิวพรรณ ทำให้ผิวบอบบางอ่อนแอมากขึ้นอีกด้วย ฉะนั้นเราจึงต้องนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อยต้องไม่ต่ำกว่า 8 ชั่วโมง เพื่อให้ผิวได้พักผ่อน และฟื้นฟูสภาพจากการต้องตากกรำแสงแดดและมลพิษในแต่ละวัน และก็พยายามอย่าเครียด เพราะความเครียดก็สามารถทำร้ายผิวให้เหี่ยวย่น และอ่อนแอกว่าปกติได้เหมือนกันค่ะ

     5. ล้างเครื่องสำอางให้หมดจด

          ทุกครั้งที่แต่งหน้า ก่อนจะนอนหลับก็ควรเช็ดล้างเครื่องสำอางทุกชนิดบนใบหน้าของเราให้หมดจด เพราะเครื่องสำอางที่ตกค้างอยู่บนผิวหน้าเรา จะปิดกั้นไม่ให้ผิวได้หายใจ อีกทั้งความสกปรกต่าง ๆ ก็จะฝังตัวอยู่บนผิวหน้าเรา ก่อให้เกิดอาการแพ้ ผื่นคัน และรอยเหี่ยวย่นได้ง่าย ๆ

     6. อย่าสัมผัสหน้าบ่อย ๆ

          ผิวที่บอบบางมักจะสะสมและดูดซับสิ่งสกปรกได้ง่ายกว่าผิวชนิดอื่น ซึ่งถ้าหากว่าเราใช้มือสัมผัสใบหน้าบ่อย ๆ ก็จะยิ่งกระจายเชื้อโรคและความสกปรกได้มากเท่านั้น โดยเฉพาะกับผิวบอบบางที่เป็นสิว หรือผื่นคันอยู่แล้ว ดังนั้นก็เลี่ยงใช้มือสัมผัสหน้าจะดีกว่า หรือถ้าเกิดอาการระคายเคืองจนทนไม่ไหว แนะนำให้ใช้คอตตอนบัดค่อย ๆ เกลี่ยผิวอย่างนุ่มนวลแทนการใช้มือนะคะ

          สำหรับใครที่รู้ตัวเองว่ามีผิวหน้าที่บอบบางและแพ้ง่าย ก็ลองทำตามเคล็ดลับดูแลผิวที่เรานำมาเสนอกันดูนะคะ จะได้ห่างไกลจากปัญหาผิวทุกชนิด เผยผิวอ่อนใสได้อย่างมั่นใจยังไงล่ะ


ชอบบทความนี้ กด Like หน้า FanPage ให้ด้วยนะจ๊ะ Thank U.

สร้างภูมิคุ้มกันให้ผิวบอบบางกันดีกว่า

สร้างภูมิคุ้มกันให้ผิวบอบบางกันดีกว่า (Lisa)


          ถ้าผิวคุณเกิดผื่นแดงหรือระคายเคืองได้ง่าย คุณอาจมีผิวบอบบางแพ้ง่ายที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ เรามาบอกคุณแล้ว
          ผิวบอบบางแพ้ง่ายถือเป็นตัวแม่เลย สำหรับการเกิดผื่นแดงทั้งหลายและผิวหลุดลอก เป็นที่สังเกตได้ง่ายเมื่อผิวอยู่ในสภาพที่ไม่สู้ดีนัก ทั้งจากความตึงเครียดและมลภาวะที่ต้องเผชิญ ทำให้ผิวเกิดการระคายเคืองสารพัดรูปแบบ รวมถึงผิวไหม้และหมองคล้ำเร็วเมื่อเจอแสงแดด

          ทั้งสายลม แสงแดด และสภาพอากาศที่แปรปรวน ล้วนทำให้ความชุ่มชื้นที่กักเก็บอยู่ในผิวนั้นระเหยไปได้ง่ายขึ้น ผิวบริเวณรูขุมขนจะเริ่มเปราะบาง และเมื่อเกาะกำบังนี้ เริ่มอ่อนแอลง อาการระคายเคืองทั้งหลายก็จะเริ่มเกิดและเห็นชัดเจนได้ง่ายกว่าเดิม ซึ่งเป็นที่ล่อตาล่อใจของสารที่เป็นอันตรายกับผิว เพราะผิวขาดเกราะคุ้มกันภัย ผิวบอบบางจึงมีความเสี่ยงมากกว่าผิวประเภทอื่นที่จะเกิดความระคายเคือง ซึ่งการจะทดสอบว่าคุณมีผิวบอบบางหรือไม่นั้น สามารถอาศัยการทดสอบจากเครื่องตรวจวัดสภาพผิวที่ใช้อุณหภูมิและความชื้นเป็นเกณฑ์ โดยเรามีวิธีป้องกันและรับมือกับอาการของผิวแพ้ง่ายในช่วงอากาศแปรปรวนแบบนี้มาฝาก
 ทำไมผิวจึงบอบบาง
          ผิวบอบบางนั้นเกิดได้จากหลายสาเหตุ อาจเกิดจากพันธุกรรม การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนไม่คงที่ในช่วงวัยรุ่น การตั้งครรภ์ หรือวัยที่เพิ่มขึ้นก็เป็นสาเหตุหนึ่ง และสาเหตุอื่น ๆ ที่ไม่ควรประเมินค่าไว้ต่ำเลยเชียว ก็คือ ความเครียดจากการทำงาน การอดนอน ความกังวล หรือได้สารอาหารไม่ครบถ้วนจากนิสัยการกินที่ผิด ซึ่งมีส่วนทำให้สภาพผิวย้ำแย่นั้นดิ่งลงเหวไปอีก รวมทั้ง การลองสลับใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวใหม่ ๆ อีกหลายชนิดก็ยิ่งทำให้สภาพผิวแปรปรวน โดยเฉพาะที่ใบหน้า ซึ่งโดยธรรมชาติจะมีเกราะป้องกันน้อยกว่าผิวกายอยู่แล้ว ดังนั้น การบำรุงจะช่วยไม่ให้ผิวเกิดการอักเสบได้ด้วยการรักษาความชุ่มชื้นในผิวไว้

 อากาศและน้ำ
          กรดธรรมชาติที่มีในผิวหนังเราจะทำหน้าที่เป็นเกราะกำบังแบคทีเรีย และนี่ก็ทำให้ความชื้นถูกขับออกไปจากผิวได้มากด้วยเช่นกัน และสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงก็มีผล เมื่อคุณอาบน้ำอุ่นก็จะเป็นการชะล้างไขมันในผิวหนังหรือไลปิดออกไปจากรูขุมขนที่เปิดกว้างเมื่อเจอความร้อน และเมื่อรูขุมขนเปิดเกราะกำบังผิวย่อมเสื่อมสภาพในการด้านทานผิวจากสภาวะภายนอก นอกจากนี้ น้ำกระด้างหรือผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ก็ทำให้ผิวเกิดการต่อต้านได้ ซึ่งผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสบู่หรือโลชั่นควรเลี่ยงที่มีน้ำหอมแต่งกลิ่นในปริมาณมาก รวมทั้งเลี่ยงผลิตภัณฑ์ในรูปแบบเคมีที่อาจมีกรดผลไม้ผสมอยู่ รวมทั้ง สครับที่อยู่ในรูปแบบของน้ำตาล เพื่อหลีกเลี่ยงอาการระคายเคือง

 ปกป้องผิวอย่างมั่นใจในทุก ๆ วัน          แสงแดดทั้งรังสี UVA และ UVB คือ ศัตรูตัวร้ายที่ช่วยกระตุ้นให้ผิวแพ้ง่ายเกิดอาการระคายเคืองได้ง่ายขึ้นไปอีก ดังนั้น ไม่เพียงแค่ครีมกันแดด ประสิทธิภาพสูงเท่านั้นที่จะช่วยปกป้องผิวในระหว่างวัน แต่ผิวแพ้ง่ายยังต้องการครีมที่มีประสิทธิภาพในการรักษาไลปิด และความชุ่มชื้นให้คงอยู่กับผิว รวมทั้งควรทาเพิ่มอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ผิวรักษาความสมดุลไว้ นอกจากนี้ ยังไม่ควรใช้สกินแคร์หลาย ๆ แบรนด์ปนกัน และไม่ควรเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ที่ใช้บ่อย ๆ ซึ่งสกินแคร์ที่ใช้แล้วมั่นใจว่าไม่เกิดอาการแพ้ก็ควรใช้ต่อไป โดยปกติผิวจะใช้เวลา 3 สัปดาห์ที่จะปรับตัวใหเคยชินกับสกินแคร์ที่เราใช้ หากเกิดผื่นแดงขึ้นมาก็ให้บรรเทาด้วยครีมที่มีส่วนผสมของ Thermalwater และสารสกัดจากคาโมมายล์ เป็นต้น โดยส่วนผสมที่เหมาะกับผิวแพ้ง่าย ที่ช่วยให้ผิวมีเกราะกำบังที่แข็งแรง คือ วิตามินเอและอี น้ำมันมะพร้าว น้ำมันมะกอก แมคคาเดเมีย และเชียบัตเตอร์ เคล็ดลับป้องกันอาการแพ้คือ ก่อนใช้ครีมบำรุง ให้ทาซีรั่มสำหรับผิวบอบบางก่อนทาครีม และควรเติมความชุ่มชื้นให้ผิวด้วยการมาส์กหน้า 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ เพื่อไม่ให้ผิวแห้งกร้าน

 ดูแลเมื่อเกิดอาการแพ้ 
          ผิวที่เริ่มเกิดผื่นแพ้และรอยแดง ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ โดยเฉพาะการดูแลรักษาความสะอาด ต้องระวังอย่าให้เม็ดสีผิวได้รับสารแปลกปลอมเข้าไป หรือได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ช่วงเช้าให้ทำความสะอาดผิว ด้วยน้ำอุ่น ๆ เล็กน้อย และยามค่ำเลือกใช้สกินแคร์ที่อ่อนโยนต่อผิวแพ้ง่าย ซึ่งสกินแคร์ที่มีแอลกอฮอล์นั้นจะแรงไปสำหรับคนผิวบางควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นเนื้อครีมเข้มข้น หรือพวกอิมัลชั่นแบบน้ำนม ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวทั้งหลายควรเลือกที่มีค่า pH 5.5 และมีสารให้ความชุ่มชื้น เช่น อะโลเวร่าจากว่านหางจระเข้ รวมทั้งสารสกัดจาก Arnica, Lime-Tree และ Witch-Hazel

 ปกปิดซ่อนเร้น
          เมื่อผิวเริ่มเกิดรอยตำหนิจากอาการแพ้ เช่น รอยผลแดง ๆ ซึ่งเป็นที่สังเกตได้ แน่นอนว่าคุณสามารถปกปิดได้ แต่ต้องไม่ทำให้ปัญหาบานปลายกว่าเดิม และผู้ช่วย ก็คือ คอนชีลเลอร์ ที่ช่วยอำพรางริ้วรอยเหล่านี้ให้จางลง คอนชีลเลอร์ที่มีพิกเมนต์สีเขียวจะช่วยปกปิดรอยแดงเพื่อให้สีผิวแลดูสม่ำเสมอ คุณอาจปกปิดและบำรุงได้ในคราวเดียวกัน ด้วยการเลือกใช้คอนชีลเลอร์ที่มีสารบำรุงจากวิตามินซี อี และโจโจบาออยล์ เป็นต้น

 รักษาสมดุล           พายุฝน และอากาศที่เย็นลงในวันถัดไปการนอนแช่น้ำอุ่นอาจทำให้สภาพผิวเกิดความแปรปรวนได้เช่นกัน จึงควรอาบน้ำที่อุณหภูมิ 35 องศาเซลเซียส จึงจะกำลังพอเหมาะ และไม่ควรอาบน้ำนาน ๆ รวมทั้งใช้สบู่ที่ปลอดสารสังเคราะห์ทั้งหลาย หรือใช้เป็นครีมอาบน้ำแทน

          การอาบน้ำด้วยนมผงจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ผิวกักเก็บความชุ่มชื้นได้ดีขึ้น และยังได้คุณค่าจากแร่ธาตุและวิตามิน เช่น แคลเซียม วิตามินเอและอี ทำให้ผิวพรรณดูสดชื่นและผ่องใส การบำรุงผิวหลังอาบน้ำก็ไม่ควรละเลย ด้วยการใช้ครีมหรือโลชั่นที่มีส่วนผสมของอะโวคาโดโจโจบาออยล์ หรือน้ำมันมะกอก ที่มีไขมันเข้าไปเติมเต็มเซลล์ผิว และเพื่อให้ผิวคงความชุ่มชื้นด้วยครีมบำรุงที่จะเป็นเหมือนแผ่นฟิล์มป้องกันผิว ไม่ให้ความชุ่มระเหยออกไปได้ ดังนั้น เกราะป้องกันผิวจึงกลับมาอยู่ในความสมดุลตามธรรมชาติอีกครั้ง
ชอบบทความนี้ กด Like หน้า FanPage ให้ด้วยนะจ๊ะ Thank U.